กู้ซื้อบ้านมือสอง บ้านเก่า เริ่มจากที่ไม่รู้อะไรเลย

กู้ซื้อบ้าน

ประสบการณ์ตรง ที่กู้ซื้อบ้านหลังแรกก็เป็นบ้านมือสอง จากที่ไม่รู้อะไรเลย ขั้นตอนจะยุ่งกว่า บ้านมือหนึ่งหน่อย เพราะไม่มีคนจากโครงการที่ช่วยบริการเรา แต่ก็ผ่านมาได้ ด้วยเวลาอันสั้น พร้อมทั้งเทคนิคต่างๆ ที่จะได้ไม่พลาดอย่างผม

มองหาบ้านที่ถูกใจ

ขั้นตอนนี้ ผมให้ความยากและเสียเวลามากที่สุด เมื่อเทียบกับทุกขั้นตอนและกระบวนการ เพราะการที่จะหาบ้านให้ถูกใจเรา มันเป็นเรื่องที่อธิบายได้ยากจริงๆ แต่ผมแนะนำให้ทำ check list ออกมา ว่า บ้านที่เรามองหา “ต้องมี” และ “ควรมี” อะไรบ้าง เช่น ต้องมีสองชั้นหรือสามชั้นเท่านั้น, ต้องเป็น town house town home บ้านเดี่ยว บ้านแฝดเท่านั้น, ต้องมีอย่างน้อย 2 ห้องนอนเท่านั้น, ต้องมีที่จอดรถ 1 คัน, ควรมีสวนหย่อม หรือพื้นที่ ปลูกแปลงผักไม่น้อยกว่า 2 ตารางเมตร เป็นต้น หลังจากนั้น ก็เริ่มต้นกระบวนการหา ขั้นตอนการหา แนะนำให้เริ่มต้นจากหาใน internet เป็นราคาคร่าวๆ+ย่านที่สนใจ อย่าหาบ้านที่ถูกใจจาก internet เพราะว่าตัวเลือกมีน้อย เราจะเสียเวลามากเกินไปกับมัน โดยที่ไม่ได้ตัวเลือกที่ดีเลย ผมเสียเวลามาเป็นสัปดาห์ แต่กลับไม่ได้อะไรมากเลย ไม่คุ้ม แนะนำให้ดู internet เพื่อดูแผนที่ ว่าเราอยากอยู่ย่านไหน และขับรถ หรือไปจ้างวินแถวนั้นให้วนพาเราดูบ้านดีกว่า ส่วนตัวผมเอง ขี่มอเตอร์ไซค์วนหาเองครับ เสียเวลาไปหลายวันอยู่

สำหรับการเข้าไปดูบ้าน แนะนำให้ดูที่โครงสร้างหลักๆให้ดี บ้านเก่า รอยแตกร้าวเป็นเรื่องปกติ แต่ต้องไม่กระทบโครงสร้างหลัก ถ้าดูไม่เป็นให้เพื่อนที่เป็นวิศวโยธาช่วยดูดีที่สุด ผมได้บ้านเก่า 33 ปี แต่แทบไม่มีรอยร้าว หรือแตกเลย หรือรอยที่มี ผมก็มองเห็น และรู้ว่าเกิดจากอะไร และรู้ว่าซ่อมได้ก็เลยไม่มีปัญหา

คุยราคาให้จบ

เมื่อได้บ้านที่โดนใจแล้ว คุยราคาให้จบเลย ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นเจ้าของบ้านเอง หรือนายหน้า ก็รีบคุยให้จบ เพราะเราจะต้องรู้ยอดที่จะไปกู้ รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่นๆด้วย ตรงนี้ มีข้อระวังก็คือ ต้องคุยให้ละเอียดว่าค่าใช้จ่ายวันโอนทั้งหมด ใครจะเป็นคนออก ประกอบด้วย ค่าโอน 2% ของราคาซื้อขาย, ค่าอากร 0.5% ของราคาซื้อขาย ส่วนภาษี และ รายได้ จากกรณีธุรกิจเฉพาะ แจ้งเลยว่าคนขายต้องออกอยู่แล้วนะ (ถ้ามี) และส่วนที่เราต้องออกแน่ๆ ก็คือ ค่าจดจำนอง, ค่าประเมินอสังหา, ค่าอากร ตรงนี้ให้เราเตรียมเงินเอาไว้ด้วย ของผม กู้ 3.1 ล้านบาท เสียค่าใช้จ่ายจุดนี้ประมาณ 42,000 บาท ให้เตรียมเอาไว้จ่ายวันที่โอน

ทำสัญญาจะซื้อจะขาย

เราต้องทำสัญญาจะซื้อจะขาย เพื่อให้มั่นใจว่า เค้าจะขายบ้านนี้ให้เรา และให้มั่นใจว่า เราจะซื้อบ้านนี้แน่นอนนะ จุดนี้ ปกติจะมีการวางเงินมัดจำกันเอาไว้ด้วย จำนวนตามที่ได้ตกลงกัน ซึ่งเงินมัดจำจะต้องเขียนลงในเอกสารสัญญาจะซื้อจะขายอย่างชัดเจน ปกติ ถ้าเรากระทำผ่านนายหน้าเค้าจะรู้ว่าต้องเขียนอะไรอย่างไร และเตรียมเอกสารมาให้พร้อมเลย เราเตรียมแค่สำเนาบัตร กับ บัตรตัวจริงไปก็พอ ตรงนี้ แนะนำให้สังเกตุว่า ถ้าใครผิดสัญญา เงินจะได้คืนหรือไม่ , สัญญาที่ทำเอาไว้ lock ช่วงเวลานานเท่าไร ในฝั่งคนซื้อควรได้นานที่สุด จะได้เปรียบเผื่อขั้นตอนบางขั้นตอนล่าช้าจะได้ไม่ผิดสัญญา แต่โดยปกติเค้าจะเขียน 30-90 วันกัน ที่สำคัญคือ คนมาทำสัญญา ต้องเป็นคนเดียวกับที่ระบุในโฉนด ถ้าไม่ใช่คนเดียวกัน ต้องมีหนังสือมอบอำนาจมา ของผมมีปัญหาจุดนี้ เพราะเค้าให้ลูกมาทำสัญญา แต่ต่อมากู้ไม่ผ่าน เพราะลูก ไม่ใช่เจ้าของโฉนดตัวจริง ต้องวุ่นวายทำเอกสารมอบอำนาจเพิ่มเติมอีก

และที่สำคัญอีกอย่าง ในหนังสือสัญญาจะซื้อจะขาย ต้องระบุให้ชัด ว่าค่าใช้จ่ายวันโอนใครเป็นคนออก (รายละเอียดอยู่ข้อข้างบน)

เตรียมเอกสารยื่นกู้

เอกสารที่ว่า คือ หนังสือรับรองเงินเดือน, statement บัญชีเงินฝากที่ใช้รับเงินเดือน ย้อนหลัง 6 เดือน (ไปขอจากธนาคาร ของผม ธนาคารกรุงเทพ มีค่าใช้จ่าย 100 บาท), สำเนา slip เงินเดือน ย้อนหลัง 6 เดือน, สำเนาบัตรประชาชน, สำเนาทะเบียนบ้าน, สำเนาหนังสือสัญญาจะซื้อจะขาย หรือถามเอาจากธนาคารเลย เค้าจะมี list อยู่แล้ว

แนะนำให้ทำเอาไว้ ตามจำนวนธนาคารที่ต้องการยื่นกู้ และควรยื่นพร้อมกันหลายๆธนาคารทีเดียว อย่ายื่นธนาคารเดียว เพราะเราจะไม่มีข้อต่อรองอะไรเลย ส่วนนี้ยกเว้น statement บัญชีเงินฝาก ขอชุดเดียวก็พอ แล้วทำสำเนาเอา

ส่วนเอกสารที่ต้องขอจากคนขาย ก็คือ สำเนาหน้าโฉนด สำเนาหลังโฉนด สำเนาทะเบียนบ้าน(ถ้ามีก็จะดีกว่า)

จากนั้น เข้าไปคุยกันธนาคารเลย เลือกสาขาที่เราสะดวก หรือว่าโทรเข้าส่วนกลาง ของผมมีเบอร์ sale UOB ที่ส่วนกลาง ก็เลยคุยกันตรง ได้เรทดีกว่าสาขา และทำงานรวดเร็วกว่าด้วย

ขั้นตอนนี้ ใช้เวลามากน้อยไม่เท่ากัน แต่โดยปกติ ประมาณ 2 สัปดาห์หลังจากยื่นเอกสาร ก็จะรู้ผลอนุมัติแล้ว แล้วหลังจากนั้น เค้าจะนัดวันโอนเลย ก็ขึ้นอยู่กับเราแล้วล่ะ ว่าจะรอต่อรอง หรือเอาเลย ช่วงปี 2559 เป็นช่วงปีที่ดอกเบี้ยต่ำ ดังนั้นเราต้องเลือกธนาคารที่ให้ดอกต่ำ และ คงที่ดอกเบี้ยนานๆ เท่าที่จะเป็นไปได้ ในส่วนนี้ ปกติแนะนำให้ดูรวมทั้ง 3 ปีเลย เช่น เค้า fix ดอกมาให้ 2 ปี เราก็เอาของปีที่ 3 มาดูด้วย ว่าเท่าไร แล้วคิดรวมกัน หลังจากนั้น ก็ให้มาดูต่อ ตั้งแต่ปีที่ 4 เป็นต้นไปว่าดอกเป็นอย่างไร เน้น ที่ 3 ปีแรก นะครับ เหตุผลเดี๋ยวอธิบายภายหลัง เอาเป็นว่า เฉลี่ย 3 ปีแรกให้ถูกที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เอาอันนั้น

ขั้นตอนนี้ ให้กู้แบบ safe ตัวเอง ก็คือ ทำผ่อนนานที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้ ก็คือ ผ่อน 30 ปีไปเลย ถ้าอายุไม่เกิน หลักการคิดคือ อายุตัวเอง+ระยะเวลาผ่อน ต้องไม่เกิน 65 ครับ ของผม สบายผ่อนไป 30 ปีเต็มๆ

ส่วนนี้ บางธนาคารเค้าจะให้เราทำประกันเพิ่ม เพื่อให้ดอกต่ำ เราก็ต้องเอาค่าเบี้ยประกันมาคิดรวมด้วยนะครับ ของผม กู้จริง 2.88 ล้าน แต่ต้องจ่ายเบี้ยประกันอีก 2.75แสน (แต่เค้าเอาเข้าไปคิดเป็นยอดกู้ให้เพิ่มไปอีก) โดยตรงนี้ แนะนำให้ต่อรองธนาคารว่า ประกันคุ้มครองครึ่งหนึ่งของอายุสัญญาเงินกู้ได้มั้ย (แต่ควรมากกว่า 10 ปีนะ) เพื่อให้เบี้ยลดลงได้อีก แต่ก็ควรทำไว้ เผื่อเหตุไม่คาดฝัน คนข้างหลังก็จะได้บ้านไป (รายละเอียดเงื่อนไขให้ศึกษาให้ดีๆ ถามให้ละเอียดว่ากรณีไหนได้เท่าไรบ้าง)

นัดวันโอน

เมื่อเราเลือกธนาคารที่ถูกใจแล้ว ก็เป็นการนัดวันโอน โดยทุกฝ่ายต้องว่างตรงกัน คือ เจ้าของโฉนดคนปัจจุบัน (หรือนัดผ่านนายหน้าที่ขายก็ได้เค้ารู้อยู่ว่าต้องทำอย่างไร เตรียมอะไรต่อ) ธนาคารเรา และที่สำคัญตัวเรา
แนะนำให้นัดเป็นช่วงเช้าเพราะจะใช้เวลาไม่นานเท่าช่วงบ่าย (ไปแต่เช้า เสร็จไม่เกิน 12.30น. โดยประมาณ ถ้าไม่มีเรื่องติดขัดร้ายแรง)

จุดนี้ที่ต้องเตรียมคือ เงิน อย่างที่ข้อบนๆได้กล่าวเอาไว้แล้ว ขึ้นอยู่กับค่าใช้จ่ายใครเป็นคนออกเท่าไร ก็เตรียมไป แนะนำให้ปรึกษา 2 คน คือนายหน้าที่ขายบ้าน กับ ธนาคารเรา เค้าจะบอกได้ค่อนข้างเป๊ะ ว่าเราต้องเตรียมไปเท่าไร

เมื่อจบที่จุดนี้ บ้านก็จะเป็นของเรา แว้บนึง แล้วก็เปลี่ยนไปเป็นของธนาคารเป็นที่เรียบร้อยแล้ว (คนขายโอนบ้านให้เรา จากนั้นเราจะบันทึกการจดจำนอง กับธนาคารต่อทันที) แต่ก็ถือว่าเราก็เป็นเจ้าของบ้านโดยสมบูรณ์แล้วล่ะ

ปัญหาจุกจิกรายทาง

แต่ละคนจะเจอปัญหาที่ไม่เหมือนกัน แตกต่างกันไป แต่ผมให้แนวทางเอาไว้คร่าวๆ พร้อมกับการรับมือนะครับ

  • คนทำสัญญาจะซื้อจะขาย กับเจ้าของโฉนดไม่ตรงกัน – ตรงนี้แก้ได้ ให้เจ้าของโฉนดทำหนังสือมอบอำนาจเพิ่มเติม ให้คนที่ทำสัญญาจะซื้อจะขาย ดำเนินการทำสัญญาจะซื้อจะขาย บ้านนี้ได้ครับ
  • บ้านเลขที่เปลี่ยน (เคยเปลี่ยนหรือถูกเปลี่ยน) – ให้เตรียมหนังสือเปลี่ยนเลขที่บ้าน หรือ ทะเบียนบ้านที่มีตราประทับว่า เปลี่ยนเลขที่บ้านมายืนยันที่กรมที่ดินด้วย แนะนำให้คนขายเอาเอกสารที่เกี่ยวกับบ้านนี้มาให้หมดเท่าที่มี (บางหลังเจ้าของก็ลืมว่าเปลี่ยน แต่กรมที่ดินเค้าสืบประวัติดูได้ครับ ถ้าพบว่าไม่ตรงกัน เค้าจะไม่ยอมให้เราดำเนินการต่อ)
  • ประเภทอสังหาริมทรัพย์ ไม่ตรงกับหลักฐานของราชการ – อันนี้มาเจอวันโอน ตอนกำลังจะทำโอน ผมยื่นกู้ด้วย ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านแฝด แต่หลักฐานราชการระบุเป็น ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านตึก 2 ชั้น อันนี้ก็มีประเด็นวันโอนทันทีเลย แต่สุดท้ายธนาคารยอมปล่อยครับ ไม่งั้นจะเสียเวลารอบวงต้องมากันใหม่อีกรอบเลย อันนี้ ถ้าจะให้ดี ให้นายหน้า คือ คนขายเช็คให้ดีก่อน ว่า ในหลักฐานราชการเค้าระบุไว้ว่าเป็นอะไร (อันนี้ไม่รู้ว่าเค้าเรียกว่าอะไร)

ของผมทั้งกระบวนการ รับตั้งแต่เริ่มส่งเอกสาร ถึงวันโอน 41 วันครับ รวมที่เสียเวลา 1 อาทิตย์ เพราะว่า คนทำสัญญา ชื่อไม่ตรงกับเจ้าของโฉนด จึงต้องขอหนังสือมอบอำนาจเพิ่มเติมอีก

และอีกข้อที่ติดค้างเอาไว้ คือทำไมต้องดูดอกเบี้ยรวม 3 ปี เพราะว่า เราจะต้องผ่อนกับธนาคารนี้โดยไม่ควรหนีไปธนาคารอื่นเป็นอย่างน้อย 3 ปี หากเราจะเปลี่ยนไปผ่อนกับธนาคารอื่น ในเวลา 3 ปี เราจะโดนค่าใช้จ่ายเพิ่มอีกหลายส่วนเลยล่ะ (ส่วนนี้มีในสัญญาเงินกู้ชัดเจนนะครับ ว่าต้องจ่ายค่าปรับอะไร และเท่าไรบ้าง) ดังนั้น ยังไงดอก 3 ปี เราก็ต้องจ่ายแน่นอนอยู่แล้วล่ะ แล้วหลังจากนั้น เราควรทำเรื่องเปลี่ยนธนาคาร (เรียกว่า re finance) ขอแยกเป็นอีกเรื่องไป เพื่อให้เราได้ไปผ่อนกับธนาคารใหม่ในดอกที่ถูกกว่า ตรงนี้แนะนำว่า คุณต้องเป็นลูกค้าชั้นดีด้วยนะครับ เวลากู้ธนาคารใหม่จะได้ง่ายๆ

จบตรงนี้ ก็ขอให้มีความสุขกับบ้านใหม่นะครับ แต่ของผม ต้องปรับปรุงบ้านก่อนครับ รับโอนมาตั้งแต่ธันวา จนตอนนี้ ยังไม่ได้เริ่มปรับปรุงเลยครับ (อยู่ขั้นตอนออกแบบ)

เมื่อ business team เข้าใจ business direction งูๆปลาๆ งานออกมาไม่ปัง แต่พัง

business direction

เจ็บจี้ด เมื่อ Business team ถูกแทงใจดำ “ถ้าคุณคิดว่า Business direction คือการ shopping feature จากเว็บต่างๆที่ทำไว้ดี นั่นไม่ใช่ Business direction อย่างที่คุณเข้าใจ” เป็นคำที่ CTO พูดออกมาเมื่อตอนที่ผมได้ประชุม update รายละเอียดงานด้วยกัน อันเนื่องมาจากจะมีการเปลี่ยนแนวทางการทำธุรกิจใหม่ในช่วงเวลานี้

ไม่ผิดปกติ ถ้า Business team จะเปลี่ยน direction ของธุรกิจ แต่การที่จะทำ Project ใหญ่ๆสักงานหนึ่งให้ออกมาดี ที่จะต้องใช้คน เงิน เวลา อย่างมากแล้วล่ะก็ เค้าก็จำเป็นที่จะต้องสร้าง Business direction ขึ้นมาอย่างละเอียดด้วย แต่จากยุคที่เทคโนโลยีเชื่อมต่อกันเร็ว ทำให้การเข้าถึงตัวอย่างต่างๆทำได้ง่าย business team ก็เลยเล่นง่ายด้วยการสร้าง business direction มาจากการลอกสิ่งที่ดีๆมาจากต้นฉบับที่เค้าทำเอาไว้ดี เหมือนกับถ้าเราอยากทำเว็บขายสินค้า เราก็เปิดมาเลย amazon, lazada และเว็บอื่นๆจากประเทศต่างๆที่เค้าทำเอาไว้ได้ดี แล้วก็จิ้มว่า อันนี้ของเว็บนี้ดี อันนั้น ของเว็บนู้นดี ดี ดี ดี ดี ดี เลือกออกมา สมมุติได้มาประมาณ 100 อย่าง ครบทุก feature ของทั้งเว็บขายสินค้าที่อยากได้ แล้วก็ส่งให้ทีม IT นี่ไง คือสิ่งที่ฉันอยากได้ทั้งหมด

CTO ผู้อ่านเกมขาดก็ได้แต่พูดสั้นๆว่า สิ่งที่คุณเห็น มันเป็นเพียงแค่สิ่งที่ดี (ณ ตอนนี้) สิ่งที่อยากได้ในตอนนี้ สมมุติว่าเราเอามาทำแล้ว อีก 3 เดือนมัน out date ล่ะ คุณเปลี่ยนใจไม่เอาแล้ว เค้ามีสิ่งใหม่ที่ดีกว่าล่ะ เราก็ต้องเปลี่ยนใช่หรือไม่ ทั้งๆที่งานยังทำไม่เสร็จเลยด้วยซ้ำ แล้วมันจะถึงเป้าหมายคุณได้อย่างไร ในเมื่อคุณเอาแต่เปลี่ยนมันไปมาอยู่เรื่อยไป ทั้งหมดมันไม่ได้เรียกว่า business direction หรอกนะ business direction คือสิ่งที่เราฉายภาพไปในอนาคต ว่าเป็นสิ่งที่เราต้องไปให้ถึง จุดนั้นมันจะต้องประกอบด้วยอะไร (ไม่ได้หมายถึง feature แต่หมายถึงสิ่งต่างๆที่นิยามได้ เช่น เราต้องมีฐานลูกค้า x คน เราได้สร้างรายได้ x บาทต่อเดือน) เราจะวัดผลมันได้อย่างไร (ถ้าระบุเงื่อนไขการคำนวนเอาไว้ด้วยก็ดี) แล้วภายในระยะเวลาเท่าไร นี่ต่างหากคือ business direction ที่แท้จริง ส่วนเรื่องเครื่องมือ ระบบ feature มันเป็นองค์ประกอบรอง ซึ่ง business ไม่ต้องคิดก็ได้ เป็นหน้าที่ของ Technical team ที่เอามาทำความเข้าใจแล้วหาเครื่องมืออะไรเพื่อตอบโจทย์ให้มากที่สุด แล้วหลังจากนั้นก็ทำงานร่วมกัน ในการพัฒนาเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย

นั่นต่างหากคือสิ่งที่เรียกว่า ‘Business Direction’ ถ้าหากหลงทางอยู่ ก็ขอให้ทำความเข้าใจมันใหม่ด้วย

อ่านหนังสือแค่วันละ 25 หน้า เดือนเดียวจบไป 5 เล่ม!

read a book everyday make a big thing

หลายคนรู้อยู่แล้ว การอ่านหนังสือจะช่วยพัฒนาความรู้ของตัวเองได้มาก แต่หลายคนก็อ่านแล้วไม่เคยจบสักที หรือ ตั้งใจจะอ่านให้ได้เดือนละหนึ่งเล่ม สุดท้าย ก็ทำได้แป้บๆ ก็เลิก ผมมีวิธีที่เรียบง่ายมากๆ มากจริงๆ ที่เราทำมันได้ง่ายๆ สุดท้ายมาสร้างผลที่ยิ่งใหญ่ให้เรามาก ผมลองทำเอง ก็อ่านจบ 5 เล่มในเดือนเดียวเลย อ่านต่อ… “อ่านหนังสือแค่วันละ 25 หน้า เดือนเดียวจบไป 5 เล่ม!”

สวัสดีตีสี่ครึ่ง เลิกแล้ว

สวัสดีตีสี่ครึ่ง เลิกแล้ว

แม้จะไม่สำเร็จในการผ่าน challenge นี้ได้ แต่ได้เรียนรู้อะไรเพิ่มขึ้นเยอะมาก และทำให้ได้ประโยชน์กับตัวเองมากด้วยเหมือนกันดังนี้

ได้ทำอะไรหลายอย่างที่ไม่ได้ทำ

ก่อนนี้ไม่ได้มีเวลาอ่านหนังสือเลย ก็ได้อ่านบ่อยขึ้น ก่อนนี้อาทิตย์หนึ่งออกกำลังกาย 1 วัน ก็ได้ออกกำลังกายเกือบทุกวัน ก่อนนี้ blog ที่ร้างไปครึ่งปีก็ได้กลับมาเขียนต่อเนื่อง เหมือนเวลาเพิ่มขึ้นมา แต่เปล่าเลยก็ 24 ชั่วโมงเท่าเดิมนั่นแหล่ะ

ได้ทำงานเยอะขึ้น

ตอนนี้ track เวลาการทำงานของตัวเองอยู่ ซึ่งปกติ คนจะมีเวลาทำงาน 8 ชั่วโมงต่อวัน หรือ 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แต่สัปดาห์นี้ track time ไปแล้ว 48 ชั่วโมงครึ่ง และยังไม่หยุด เพราะเสาร์อาทิตย์นี้มีงานต้องทำอีกเพียบ (เวลานี่นับเฉพาะทำงานจริงๆ เช่น ถึง office 9 โมง แต่ถ้าไม่ได้นั่งทำงานอะไร ก็ไม่นับ นับเมื่อเริ่มทำงานจริงๆ และหยุดtrackเมื่อหยุดทำงานจริง เพราะ track แยกกับ activity  อื่นด้วย ดังนั้นจะไม่ใช่แบบว่า ถึง 09.00 กินข้าวถึง 10.00 ก็ถือว่ามาทำงานตั้งแต่ 09.00 นั่นไม่ใช่แบบนั้นนะ ถ้าคนที่เคย track activity ตัวเองจริงๆจะเข้าใจ)

ได้ความรู้ใหม่ๆเพิ่มขึ้น และได้ปรับมองมุมมองใหม่ๆมากขึ้น

อันนี้ส่วนตัวเอง ที่นั่งดู vdo พวกที่ inspire ให้แรงบันดาลใจ เป็นเหมือนการเติมเชื้อไฟให้ตัวเองในทุกๆวัน ความคิดเราเริ่มเปลี่ยน และเราเริ่มรู้ว่า เรากำลังทำอะไร ไปเพื่ออะไรจากที่เมื่อก่อนก็ทำงานไปวันๆ และทำให้รู้ว่า youtube มันเป็นคลังความรู้ที่ใหญ่มากจริงๆ มากกว่ามีเพื่อความบันเทิงเท่านั้น

หากเราจะตี golf ให้ถึงดวงจันทร์ ถ้าพลาด ก็ยังอยู่ท่ามกลางดวงดาว

ตอนนี้แม้ว่าตื่น ตีสี่ครึ่งไม่ได้ แต่ตื่นตี 5 ไม่ใช่เรื่องยากเลย ถือว่าดีขึ้นมาก จากเมื่อก่อน ตื่น 7 โมง แล้วก็ได้แค่ทำกิจกรรมส่วนตัวก็หมดเวลาแล้ว

ได้ค้นพบความหมายของ challenge นี้

ค้นพบว่า challenge นี้ ไม่ใช่เรื่องของ “ต้องตื่นตีสี่ครึ่งให้ได้ทุกวัน” แต่มันคือ “คุณได้มีเวลาทำกิจกรรมที่อยากทำ ได้ทำอะไรให้ไปสู่ความสำเร็จมากขึ้น จากการตื่นเช้า”

ปัจจัยที่มากระทบ ทำให้ challenge นี้ไม่สำเร็จ

ชีวิตคนเมืองกรุง ทำได้ยากมาก

ถ้าสังเกตุดีๆ สี่ทุ่ม ชีวิตคนกรุงยังจอแจอยู่เลย ห้างร้านส่วนใหญ่ก็ยังเปิดอยู่ แปลว่าเวลาคนกรุงมีวงจรชีวิตดึก ถ้าจะทำ challenge นี้ต้องเข้านอน 4 ทุ่ม แต่ส่วนใหญ่ 4 ทุ่มยังเดินทางอยู่บ้าง ยังทำกิจกรรมอื่นอยู่บ้าง

งานเยอะ ออกจาก office ดึก ทำให้นอนเร็วไม่ได้

เช่น หลายๆวัน 4 ทุ่มยังอยู่ office อยู่เลย แต่นั่นคือเวลานอนแล้ว -_- แทบไม่ได้กลับบ้านเวลาปกติบ้างเลย

พักผ่อนน้อยเกินไป

ไปนั่งศึกษา Routine ของทหารที่ได้ชื่อว่ามีระเบียบวินัยมากๆ เค้านอน 3 ทุ่ม (แบบบังคับว่าต้องนอนด้วย ถ้าไม่นอนถูกทำโทษอีกต่างหาก) แล้วตื่นตี 5 แบบนี้ทุกวัน ก็เลยคิดว่า แล้วเราเป็นใครที่จะนอนได้เที่ยงคืน ตื่นตี 4 ครึ่ง ถ้าทำแบบนี้เวลานอนจะติดลบ แล้วถึงจุดหนึ่ง ก็จะไม่ไหว แล้วร่างกายจะทวงคืนหมดเลย ซึ่งถึงจุดนั้น วงจรชีวิตก็จะรวนไปหมด

balance ชีวิตไม่ได้ นั่นก็ไม่ใช่ความสำเร็จ

ส่วนตัวคิดว่า ถ้าต้องตื่นตีสี่ครึ่งทุกวัน แต่เวลาทำงานแล้วก็ทำงานไม่ได้ สมองไม่ไป ง่วง แบบนี้ก็ไม่ถือว่าสำเร็จ เพราะนั่นคือไม่สามารถ balance ชีวิตตัวเองได้ แล้ว challenge นี้มันจะมีประโยชน์อะไร

สุดท้าย ก็ยอมรับตรงๆว่าไม่สำเร็จ แม้ว่าตัวเองเป็นคนที่มีวินัยประมาณหนึ่งแล้วนะ แต่การทำให้ได้ตาม challenge โดยใช้ชีวิตทำงานที่ กทม นี่ยากจริงๆ ถ้าต่างจังหวัดอาจจะไม่แน่ เพราะรอบวงจรชีวิต คน กทม กับ ต่างจังหวัดต่างกันพอสมควรเลย ตอนนี้ ก็ลองปรับเวลาตื่นตี 5 แทน แล้วดูต่อไปว่าจะอยู่ตัวมั้ย

สวัสดีตีสี่ครึ่ง วันที่ 8 วันนี้มีฝากเรื่องการเติมเชื้อไฟ

21day early day 8

น่าจะเกิดความเคยชินแล้ว ทำให้เริ่มลงตัวขึ้น แม้ว่าเมื่อคืนจะนอนดึก (เกือบเที่ยงคืน) แต่ก็สามารถตื่นได้เป็นปกติ

activity ตอนนี้หลักๆที่พยายามทำในช่วงเช้าของทุกวันก็คือ การออกกำลังกายที่บางวันก็จะเป็นการ push up (เป้าหมายให้ได้ 100 ครั้ง) หรือ สลับกับการออกกำลังกายที่เน้นกล้ามเนื้อหน้าท้อง จัดการ email งาน และ งานบางส่วน รวมทั้งไป office เช้าขึ้น แม้ว่าต้องเข้านอนเร็ว แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่า productivity ลดลงแต่อย่างใด เพราะว่าเมื่อก่อน ก็จะไม่ค่อยทำงานเมื่อกลับมาถึงบ้าน เพราะรู้สึกล้า และอยากพัก ก็จะเสียเวลาไปกับการ surf internet ทั่วไปซะมากกว่า และที่แน่ๆ ก็คือ การออกกำลังกายที่ทำไม่ได้ทุกวัน หากต้องทำหลังเลิกงาน เพราะบางวันก็เลิกดึก บางวันก็กลับมาไม่ทัน กลับมาก็อยากพักอย่างที่บอก แต่ตื่นมาทำเรื่องพวกนี้ตอนเช้า ทำให้เราได้ทำมันในทุกๆวันครับ

วันนี้มีเรื่องที่อยากเอามาฝากกัน นั่นคือการเติมเชื้อไฟให้ตัวเองในทุกๆวัน โดยที่ไม่ต้องออกไปเที่ยว เมื่อก่อนผมก็ไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร จนกระทั่งไปเจอ VDO จาก youtube แล้วก็นั่งดูไปดูมาแล้วพบว่า VDO ที่เติมเชื้อไฟให้เรานั้นมีเยอะมาก มากจริงๆ ที่เราดูแทบไม่หมดเลย และพบว่านี่เป็นสิ่งที่ควรทำใน youtube มากกว่าการดูละคร ดู game show ย้อนหลัง สิ่งเหล่านั้นเรารอไปทำทีหลังได้ เรารอไปดูเมื่อวันที่เราประสบความสำเร็จได้ ไปดูเมื่อวันที่เรามีบ้านดีๆแล้ว มีรถขับที่อยากมีแล้ว มีเงินเก็บมาพอที่จะไม่ต้องทำงานนานหลายปีแล้ว แต่ถ้าเรายังไม่อยู่ในจุดนั้น เราก็ต้องสร้างมันขึ้นมานับตั้งแต่วันนี้ การเติมเชื้อไฟ การทำให้ตัวเองดีขึ้น มันเป็นสิ่งที่รอไม่ได้ เลื่อนไม่ได้ ถ้ารอต่อไป ถ้าเลื่อนต่อไป เมื่อไรเราจะสำเร็จ ทุกคนทำแบบเดิมๆในทุกๆวันทั้งๆที่ก็รู้ว่ามันก็ไม่ได้ทำให้เราสำเร็จหรอก แต่ก็แอบคิดว่า เมื่อไรเราจะสำเร็จสักทีนึง

ก็เลยหยิบ VDO มาตัวหนึ่งที่เป็นตัวอย่างการเติมเชื้อไฟ เสียเวลาดูประมาณ 5 นาที แต่ว่าสิ่งที่จะได้คือเชื้อไฟที่จะเติมให้เรามีพลังที่จะเดินต่อไป ตัวนี้มี sub thai นะครับ แต่ดูเหมือนว่า sub eng จะได้อารมณ์ว่า ก็ถือเป็นการผึกภาษากันไปด้วยนะครับ

VDO เหล่านี้ยังมีอีกเยอะมากที่จะดูได้ไม่รู้จบเลย ค่อยๆดูไปครับ เติมเชื้อไฟให้ตัวเอง สะกดจิตตัวเองไปเรื่อยๆ เหมือนกับเวลาที่คนไปสัมมนาขายตรงทำไมเค้าถึงหลงสมัครได้ เพราะว่าข้างใน ถูกตัดขาดจากภายนอก และสร้าจิตวิทยากลุ่ม ก็เหมือนการถูกสะกดจิตให้เชื่อนั่นแหล่ะ ดังนั้นถ้าเราดูสิ่งเหล่านี้ไปเรื่อยๆ เราก็จะพบว่า เราทำได้ เราเริ่มในสิ่งที่เราอยากทำได้ เราจะสู้ แม้เราจะล้ม เราก็จะลุกขึ้นสู้เพราะเรารู้ว่าเรากำลังสู้ไปเพื่อเป้าหมายอะไร สิ่งที่จะตามมาคือ ความคิดเราจะเริ่มเปลี่ยน ขึ้นอยู่กับเราตั้งใจดู และดูนานแค่ไหน และเมื่อความคิดเราเปลี่ยนพฤติกรรมเราก็จะเปลี่ยนตามไปด้วย

ป.ล.สำหรับคนที่ไม่รู้ว่า สวัสดีตีสี่ครึ่งคืออะไร อ่านได้ที่ วันแรกของ 21 day early ภารกิจ ตื่น 4.30 ต่อกัน 21 วัน!

สวัสดีตีสี่ครึ่ง วันที่ 6 ยังไม่เลิก แม้ว่าเป็นวันหยุด

สวัสดีตีสี่ครึ่ง วันที่ 6

ยังไม่เลิกความตั้งใจและยังคงทำอย่างต่อเนื่อง นาฬิกาก็ยังปลุกเวลาเดิม แม้ว่าวันนี้หยุด(ชดเชย) ก็ตาม ก็ยังคงตื่นขึ้นมาในความมืด ดั่งเช่นทุกวัน

แต่สิ่งที่พบอีกอย่าง คือ กิจกรรมหลังตอนที่ตื่นยังไม่ค่อยลงตัวเท่าไร พยายามปรับ แต่ดูเหมือนยังไม่ค่อยเหมาะสม อาจจะต้องใช้เวลาอีกพอสมควร เพื่อให้ลงตัวกว่านี้

ส่วนวันนี้ (จริงๆเกือบทุกวันเลย) จะมีอาการประหลาดอย่างหนึ่ง ก็คือ ตื่นก่อนเวลานาฬิกาปลุก อย่างเมื่อคืนก่อน ตื่นตีสามครึ่ง เมื่อคืนตื่นตีสาม คือตื่นแบบลืมตาขึ้นมา แล้วก็ดูนาฬิกา (นาฬิกา digital) แล้วก็ งง ตัวเองว่า จะตื่นทำไมจึงนอนต่อ (ก็หลับต่ออย่างรวดเร็ว) แต่นี่เป็นอาการประหลาดที่เกิดในช่วงนี้เพราะเมื่อก่อนไม่เป็น แต่คิดไปเองว่า อีกหน่อยน่าจะเข้าที่

ส่วนวันนี้ตั้งเป้าว่าจะนั่งสมาธิ และ ออกกำลังกายอีกครั้ง ร่างกายน่าจะได้พักฟื้นมาระดับหนึ่งแล้ว (งดออกกำลังกายไป 2 วันที่ผ่านมา)

สวัสดีตีสี่ครึ่งวันที่ 4 ล้ามาก

สวัสดีตีสี่ครึ่ง วันที่4

เพราะออกกำลังกายอย่างจริงจัง ทุกเช้าสามวันที่ผ่านมา สะสมกับนอนน้อยกว่าปกติ ทำให้ชั่วโมงการนอนติดลบ ร่างกายจึงขอทวงคืน ผลคือ จะหลับได้อย่างรวดเร็วมาก และร่างกายไม่กระปรี้กระเปร่าอย่างที่ควรเป็น ดังนั้น ต้องถอยนิดหนึ่ง ก็คือ งดออกกำลังกาย และวันนี้เป็นวันเสาร์คงต้องมีนอนชดเชยเวลาที่ติดลบไปในระหว่างวันอีกที

สำหรับใครที่ร่วม challenge ก็ต้องรู้ limit ร่างกายตัวเองด้วยนะครับ อย่าหักโหม คือผลักดันตัวเองออกมาจาก comfort zone น่ะเป็นเรื่องที่ดีแต่หากหักโหมจนเกินพอดี สิ่งที่ตามมา จะได้ผลที่กลับด้าน คือ จากได้ประโยชน์จะกลับเป็นเสียประโยชน์เมื่อมองในภาพรวม ดังนั้นต้องบริหารจัดการให้พอดีด้วย

เมื่อวานได้เริ่มสิ่งใหม่อีก 1 challenge ก็คือ 100 Push up หรือ วิดพื้น(ดันพื้น)ให้ได้ 100 ครั้ง ซึ่งเป็นเรื่องไม่ง่าย และต้องอาศัยการฝึกฝนที่มากพอสมควร จริงๆแล้ว challenge นี้เคยทำสำเร็จมาแล้ว เมื่อประมาณ 2 ปีก่อน ก็กลับเอามาทำอีกครั้งหนึ่งพบว่าก็ยังยากเหมือนเดิม ฮ่าๆๆๆ แต่จะทำให้ได้อีกครั้งอย่างที่ตั้งใจ

Challenge สวัสดีตีสี่ครึ่ง ก็ไม่รู้ว่ามีใครจะทำตามหรือไม่ แต่สำหรับคนที่ทำตาม ก็อยากให้รู้เอาไว้ว่า คนที่จะประสบความสำเร็จได้ เค้าบริหารเวลาได้อย่างแตกต่างจากคนทั่วไป ดังนั้นถ้าอยากประสบความสำเร็จ นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีแล้วครับ ขอให้สู้กันต่อไป